พิพิธภัณฑ์เรือหลวงแม่กลอง

Release Date : 21-06-2012 16:05:33
พิพิธภัณฑ์เรือหลวงแม่กลอง

พิพิธภัณฑ์ ร.ล.แม่กลอง

Sunset at Maeklong Museum

พิพิธภัณฑ์ ร.ล.แม่กลอง

ร.ล.แม่กลอง เป็นเรือรบที่ประจำการนานที่สุดในกองทัพเรือ และเป็นเรือพี่เรือน้องคู่กับ ร.ล.ท่าจีน โดยมีประวัติการใช้ราชการยาวนานเป็นเวลาถึง ๒๐ ปี จนกระทั่งกระทรวงกลาโหม ได้พิจารณาเห็นว่า ร.ล.แม่กลองมีสภาพทรุดโทรมมาก การซ่อมทำเพื่อใช้ราชการต่อไปไม่มีความคุ้มค่า จึงให้ปลด ร.ล.แม่กลอง ออกจากระวางประจำการตั้งแต่วันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๓๙ เพื่ออนุรักษ์ เป็นพิพิธภัณฑ์ ร.ล.แม่กลองต่อไป

Maeklong Museum

โครงการอนุรักษ์ ร.ล.แม่กลอง

เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่า กองทัพเรือควรจะอนุรักษ์เรือรบเก่าไว้ แล้วจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางทหารเพื่อเผยแพร่ความรู้แก่สาธารณชน ดังนั้นในมหามงคลวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ครบ ๕๐ ปี ในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๓๙ กองทัพเรือจึงได้จัดโครงการที่จะน้อมเกล้าฯ ถวายจำนวน ๗ โครงการ โดยโครงการอนุรักษ์ ร.ล.แม่กลอง เป็นหนึ่งในเจ็ดโครงการที่กองทัพเรือจะน้อมเกล้าฯ ถวายด้วย สำหรับการอนุรักษ์เรือรบไทย กองทัพเรือได้เคยมีมาบ้างแล้วในอดีต แต่เป็นการเก็บรักษาอุปกรณ์สำคัญบางส่วนเท่านั้น เช่น "ร.ล.ธนบุรี" ที่โรงเรียนนายเรือ จังหวัดสมุทรปราการ และเรือดำน้ำ ชุด "ร.ล.วิรุณ" ที่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งยังไม่อยู่ในลักษณะพิพิธภัณฑ์ ดังนั้น กองทัพเรือจึงได้นำ ร.ล.แม่กลอง จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์เรือรบขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย เพื่อแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเรือ และแสดงกิจกรรมเกี่ยวกับกองทัพเรือในโอกาสต่างๆ โดยกองทัพเรือได้นำ ร.ล.แม่กลองมาจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ ณ บริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้า กิ่งอำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งจะได้รับประโยชน์ดังนี้

๑. สามารถอนุรักษ์เรือรบไทยไว้เป็นประวัติศาสตร์ทางทหาร เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาหาความรู้และระลึกถึง
๒. เป็นประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีด้านพิพิธภัณฑสถาน
๓. เป็นการเผยแพร่ และประชาสัมพันธ์กิจการของกองทัพเรือให้เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป

 

mks21.jpg (10222 bytes)
พิธีรับเรือ มัจฉานุ และ วิรุณ ที่เมืองโกเบ กันยายน ๒๔๘๐

image10.jpg (15912 bytes)
สะพานเดินเรือ ร.ล.ธนบุรี ที่ โรงเรียนนายเรือ

 พระราชบัญญัติบำรุงกำลังทางเรือ พ.ศ.๒๔๗๘

กองทัพเรือได้พยายามดำเนินการจัดหาเรือรบไว้ป้องกันประเทศมาเป็นเวลานานประมาณ ๓๐ ปี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๗ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากติดขัดด้วยงบประมาณ มีไม่เพียงพอ จึงทำให้กองทัพเรือมีเรือรบไม่เพียงพอต่อการป้องกันประเทศทางทะเล "โครงการบำรุงกำลังทางเรือ" เพิ่งจะมาสำเร็จในสมัยรัชกาลที่ ๘ ปี พ.ศ. ๒๔๗๘ โดยมี นายนาวาเอก หลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน) เสนาธิการทหารเรือ และรัฐมนตรีร่วมคณะรัฐบาลได้เสนอโครงการจัดหาเรือรบไว้ป้องกันประเทศใหม่อีกครั้งหนึ่ง ผ่านผู้บัญชาการทหารเรือ (นายนาวาเอก พระยาวิจารณ์จักรกิจ บุญชัย สวาทะสุข) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (นายพันเอก หลวงพิบูลสงคราม) จนถึงคณะรัฐบาล โดยทำเป็น "พระราชบัญญัติบำรุงกำลังทางเรือ พ.ศ.๒๔๗๘ " นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) นายกรัฐมนตรีเห็นชอบ จึงได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในการประชุมสภาครั้งที่ ๖๒/๒๔๗๗ และได้รับอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรในสมัยนั้น ประกาศใช้เป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๔๗๘

กองทัพเรือจึงได้แต่งตั้งกรรมการพิจารณาโครงการบำรุงกำลังทางเรือขึ้น มีนายนาวาเอก พระยาวิจารณ์จักรกิจ รักษาราชการ ผู้บัญชาการทหารเรือเป็นประธาน และผู้ที่เป็นกำลังสำคัญของคณะกรรมการฯ คือ นายนาวาเอก หลวงสินธุสงครามชัย เสนาธิการทหารเรือในขณะนั้น นายนาวาเอก หลวงสินธุสงครามชัย ได้มีดำริที่จะสร้าง "เรือฝึกหัดนักเรียน" ขึ้นด้วยงบประมาณประจำปีของกองทัพเรืออยู่แล้วทั้งๆ ที่กำลังเสนอพระราชบัญญัติบำรุงกำลังทางเรือต่อรัฐบาล และสภาผู้แทนราษฎรด้วยพิจารณาเห็นว่า ร.ล.เจ้าพระยา "มีสภาพเหมาะที่จะเป็นเรือฝึกนักเรียนแต่ไม่เหมาะกับการ อวดธง" เพราะไม่มีอาวุธ ส่วน ร.ล.รัตนโกสินทร์ และ ร.ล.สุโขทัย "มีสภาพเหมาะกับการอวดธง แต่ไม่เหมาะกับการฝึก"

เรือที่สร้างขึ้นด้วยเงินงบประมาณตามพระราชบัญญัติบำรุงกำลังทางเรือ พ.ศ.๒๔๗๘ และเสริมด้วยงบประมาณประจำปีของกองทัพเรือ คือ
เรือปืนหนัก ๒ ลำ
เรือฝึกหัดนักเรียน ๒ ลำ
เรือตอร์ปิโดใหญ่ ๗ ลำ (ร.ล.ตราด และ ร.ล.ภูเก็ต สร้างด้วยงบประมาณพิเศษก่อนพระราชบัญญัติฯ นี้ )
เรือทุ่นระเบิด ๒ ลำ
เรือตอร์ปิโดเล็ก ๓ ลำ
เรือดำน้ำ ๔ ลำ
เรือลำเลียง ๒ ลำ
เครื่องบินทะเล ๖ เครื่อง และ
อาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ เช่น ปืนใหญ่ ทุ่นระเบิด ฯลฯ

พระราชบัญญัติบำรุงกำลังทางเรือ พ.ศ.๒๔๗๘ ฉบับนี้นับว่าเป็น "ฉบับแรก ในประวัติศาสตร์ของกองทัพเรือ และของประเทศไทย" และเป็นฉบับเดียวมาจนตราบเท่าปัจจุบันนี้

 การสั่งต่อ ร.ล.แม่กลอง

คณะกรรมการฯได้พิจารณารายการของเรือฝึกหัดนักเรียนหรือเรือสลุป ๒ ลำนี้หลายครั้ง และมีมติให้ขอพระราชทานชื่อเรือฝึกหัดนักเรียน ๒ ลำนี้ว่า "ท่าจีน" และ "แม่กลอง" ในที่สุดกองทัพเรือได้ตกลงสั่งต่อเรือฝึกหัดนักเรียนหรือเรือสลุป ๒ ลำ และเรือตอร์ปิโดเล็ก ๓ ลำ จากประเทศญี่ปุ่น โดยว่าจ้างบริษัทมิตซุยบุชซันไกชาเป็นผู้ต่อเรือ แยกการต่อเรือจากอู่ต่อเรือ ๒ อู่ คือ ร.ล.ท่าจีน และ ร.ล.แม่กลอง ต่อที่อู่ต่อเรืออูรางา เมืองโยโกสุกะ ส่วนเรือตอร์ปิโดเล็ก ๓ ลำ ร.ล.คลองใหญ่ ร.ล.ตากใบ และร.ล.กันตัง ต่อที่อู่ต่อเรืออิชิกาวายิมา กรุงโตเกียว

mks41.jpg (13638 bytes) กองทัพเรือได้ลงนามในสัญญาสั่งต่อเรือหลวงทั้ง ๕ ลำ เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๔๗๘ และ ได้ส่งนายนาวาเอก พระประกอบกลกิจ เป็นหัวหน้าควบคุมการต่อเรือทั้ง ๕ ลำ และนายนาวาโทหลวงชาญจักรกิจ เป็นผู้ควบคุมการต่อ ร.ล.แม่กลอง ให้เป็นไปตามสัญญาที่กำหนด

 

วัตถุประสงค์ในการต่อเรือสลุป ๒ ลำ

 

mks51.jpg (16061 bytes) วัตถุประสงค์ในการต่อเรือสลุป ร.ล.ท่าจีน และ ร.ล.แม่กลอง มี ๒ ประการ คือ
๑. ในยามสงคราม ปฏิบัติภารกิจในการป้องกันประเทศทางทะเลในหน้าที่เรือสลุป สามารถทำการรบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๒. ในยามสงบ ปฏิบัติภารกิจเป็นเรือฝึกนักเรียนทหาร และนายทหาร สำหรับฝึกภาคทะเลเป็นระยะทางไกลจนถึงเมืองท่าต่างประเทศ เพื่อให้นักเรียนทหาร นายทหาร และทหารได้รับความรู้ความชำนาญในการเดินเรือ และเป็นการอวดธงไปด้วย

ด้วยเหตุนี้ ร.ล.ท่าจีน และ ร.ล.แม่กลอง จึงเป็นเรือรบ "มีสภาพเหมาะที่จะเป็นทั้งเรือฝึกนักเรียน และเหมาะกับการอวดธงด้วย"

พิธีวางกระดูกงู ร.ล.แม่กลอง

วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๔๗๙ เวลา ๑๐๔๕ ซึ่งเป็นวันเดียวกับทำพิธีปล่อย ร.ล.ท่าจีนลงน้ำ ได้มีพิธีวางกระดูกงู ร.ล.แม่กลอง ณ อู่ต่อเรืออูรางา พระมิตรกรรมรักษา อัครราชทูตที่โตเกียว เป็นผู้ประกอบพิธี ทางกองทัพเรือจึงได้ถือเอาวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๔๗๙ เป็นวันกำเนิด ร.ล.แม่กลอง

พิธีปล่อย ร.ล.แม่กลองลงน้ำ

 

mks71.jpg (17922 bytes)

อู่ต่อเรือได้ใช้ระยะเวลาประมาณ ๔ เดือนต่อตัวเรือภายนอกของ ร.ล.แม่กลอง เสร็จเรียบร้อย ทำพิธีปล่อย ร.ล.แม่กลองลงน้ำเมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๔๗๙ ต่อจากนั้นได้สร้างส่วนประกอบตัวเรือภายนอก พร้อมกับวางเครื่องจักรใหญ่ ติดตั้งอาวุธประจำเรือ ในครั้งแรกมีปืนขนาด ๑๒๐ มม. จำนวน ๔ กระบอก (หัวเรือ ๒ กระบอก ท้ายเรือ ๒ กระบอก) ปืนกล ๒๐ มม. ๒ กระบอก ตอร์ปิโด ๔๕ ซม. ๒ แท่น แท่นละ ๒ ท่อ เครื่องบินทะเล ๑ เครื่อง ส่วนปืนกล ๔๐/๖๐ มม. ๓ กระบอก ปืนกล ๒๐ มม. อีก ๑ กระบอก ท่อยิงลูกระเบิดลึก ๒ ท่อ ติดตั้งในภายหลังเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๔๙๗

พิธีปล่อย ร.ล.แม่กลองลงน้ำ
mks72.jpg (11683 bytes)

เมื่อต่อ ร.ล.แม่กลองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้ทำการทดลองเครื่องจักรในทะเล ตั้งแต่วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๔๘๐ เป็นต้นมา ผลของการทดลองเป็นที่เรียบร้อยทุกประการ